เข้าระบบ

ชื่อเรียก:

รหัสผ่าน:

จำฉันไว้



ลืมรหัสผ่าน?

สมัครสมาชิก!

ใครกำลังใช้งาน

มี2 คน กำลังใช้งาน

สมาชิก: 0
บุคคลทั่วไป: 2

มีต่อ...

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

ผู้เข้าชมสัปดาห์นี้ : 189
ผู้เข้าชมเดือนนี้ : 985
ผู้เข้าชมทั้งหมด : 257778
ประวัติวัดกลางคลองสี่

ประวัติวัดกลางคลองสี่

โดย พระครูธัญศีลคุณ

   วัดกลางคลองสี่  สร้างเมื่อวันพุธ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ปีจอ พ.ศ.๒๔๕๓  ณ ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยแรงศรัทธาของชาวบ้านที่อพยพมาจากบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาตั้งรกรากอยู่ที่คลองสี่  เมื่อตั้งบ้านเรือนมากขึ้น  ส่วนใหญ่ต้องไปทำบุญกันไกลถึงวัดสายไหม การเดินทางลำบากมาก ใช้วิธีการเดินไปหรือหน้าน้ำก็ต้องพายเรือไป

 

  มะเม้ย (เป็นภาษาโบราณ แปลว่า ชาวบ้านชายหญิง) ได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้น แต่ชาวบ้านบางกลุ่มไม่ยอมให้สร้าง มีการทักท้วงต่างๆนานา ในที่สุดวัดนี้ก็ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า "วัดหนองแอ่ง" เนื่องจากที่ตรงนี้เป็นหนองเป็นแอ่ง แต่ชาวบ้านมักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "วัดชนะมาร" เพราะชนะคนที่ห้ามไม่ให้สร้าง ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดใหม่กลางคลองสี่" ต่อมาราว พ.ศ.๒๔๗๘ พระพิมลธรรม (เฮง) วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร ออกตรวจมลฑลมาฉันเพลวัดนี้ ท่านบอกว่าวัดนี้เก่าแล้ว ให้ตัดชื่อ “ใหม่” ออก วัดนี้จึงใช้ชื่อว่า "วัดกลางคลองสี่" มาจนทุกวันนี้

 

  วัดนี้เมื่อสร้างขึ้นมา ชาวบ้านได้ไปนิมนต์พระจากท่าน พระเจ้าอธิการญัติ อุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดสายไหม ท่านส่ง "พระสี" มาดูแล เมื่อพระสีกลับไปวัดเดิมจึงส่ง  พระฉ่ำมาดูแลอีกจนถึงพ.ศ.๒๔๕๔ ชาวบ้านได้ไปนิมนต์พระด๊วด ญาณวโร ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดสนามเหนือ มาเป็นเจ้าอาวาสเรื่อยมา


  พระครูวิเศษธัญโศภิต (หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร) ท่านเล่าว่าเมื่อมาอยู่มีกุฏิ   มุงจาก ๒ หลัง เมื่อมีพระมาอยู่มากขึ้น ชาวบ้านก็ช่วยกันปลูกกุฏิให้อีกมุงด้วยจากบ้างสังกะสีบ้าง กระเบื้องบ้าง หลังใดผุก็ซ่อมแซม จนถึงพ.ศ.๒๔๕๕ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ท่านได้พัฒนาวัดโดยวางผังวัด ปลูกสร้างกุฏิ สร้างอุโบสถ เสนาสนะ ศาลาการเปรียญ ศาลาท่าน้ำ วิหาร หอสวดมนต์ โรงเรียนปริยัติธรรม ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๖๑ ถึง พ.ศ.๒๕๐๒ ทำให้วัดวาอารามเจริญขึ้นมา พร้อมด้วยแรงศรัทธาด้านปัจจัยจากชาวบ้าน

 

จนมาถึงพ.ศ.๒๕๐๙ ท่านชราภาพมากท่านจึงมอบให้อาตมาซึ่งเป็นศิษย์ของท่านดำเนินการในการก่อสร้าง และด้านการศึกษานักธรรม ถึงกระนั้นหลวงปู่ด๊วดท่านยังคงช่วยเหลือดูแลจนวาระสุดท้าย ท่านดำริให้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นใน พ.ศ.๒๕๑๒ แม้ท่านไม่สามารถเดินได้ท่านต้องนั่งรถเข็นไปดูแลการก่อสร้างอยู่เสมอ

 

จนกระทั่งเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๓ ค่ำ พ.ศ.๒๕๑๓ ท่านได้มรณภาพลง ในขณะนั้นมีพระประจำวัดทั้งสิ้น ๑๓ รูป และทางวัดได้จัดพิธีถวายพระเพลิงเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ อาตมาหรือ พระทองอินทร์ เตชวุฑโฒ ในขณะนั้นทำหน้าที่เจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นต้นมา ได้ดำเนินการตามแบบของท่านพระครูธัญญโศภิตตลอดมา โดยถมที่สร้างเสนาสนะ สร้างอุโบสถ สร้างศาลาพักศพ หอพระไตรปิฎก ฯลฯ พร้อมทำหน้าที่ทำกิจพระศาสนา สงเคราะห์ชาวบ้าน  ด้วยเมตตาธรรมโดยการอนุเคราะห์ด้านยารักษาโรคต่างๆ และสร้างบุคคลทั้งภายในและนอกวัดให้ตั้งอยู่ในธรรมะของพระพุทธเจ้า

          

 

             อาตมามีทรรศนะว่าวัดวาอารามที่ใหญ่โตมโหฬารเหล่านั้น หากปราศจากกิจกรรมคือการสอนธรรมะเสียแล้วจะเอามาเป็นหลักประกันความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา หาไม่ได้ทรัพย์สินที่พระสงฆ์ พุทธศาสนิกชนทุ่มเทลงไว้ ก็จะมีค่าเพียงสร้างถาวรวัตถุไว้บนแผ่นดินเท่านั้น ไม่ช้าก็หลุดลอยไป ศาสนสมบัติจะกลายเป็นโบราณสถานให้บุคคลใช้เป็นที่สร้างชื่อเสียงประกอบอาชีพ               บางส่วนของสงฆ์ซึ่งเป็นศาสนทายาทโดยธรรมก็ไม่อาจแตะต้องได้ พระพุทธศาสนาเป็นที่หวงแหนของเราเป็นอย่างยิ่ง เราจะรออยู่ทำไมมาช่วยสร้างสรรค์การศึกษาธรรมให้มากเถิด

 

 


พระพุทธเมตตา

 


แท่นพระรูปรัชกาลที่ 5

 


ศาลาอบรมกรรมฐาน